
คณะการแพทย์บูรณาการ มทร.ธัญบุรี ขอแสดงความยินดีกับบุคลากรที่ได้รับคัดเลือกเป็นบุคลากรดีเด่น ประจำปี 2569
30/09/2026โรคฉี่หนู (Leptospirosis) ภัยสุขภาพที่มากับน้ำท่วมและพื้นที่ชื้นแฉะ รู้ทัน ป้องกันได้ รักษาได้หากพบแพทย์เร็ว

โรคฉี่หนู (Leptospirosis) ภัยสุขภาพที่มากับน้ำท่วมและพื้นที่ชื้นแฉะ รู้ทัน ป้องกันได้ รักษาได้หากพบแพทย์เร็ว
ในช่วงฤดูฝนหรือหลังเกิดน้ำท่วม นอกจากต้องระมัดระวังอุบัติเหตุและโรคที่มากับน้ำแล้ว อีกหนึ่งโรคที่ไม่ควรมองข้ามคือ “โรคฉี่หนู” หรือโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน และพบได้บ่อยในผู้ที่ต้องสัมผัสน้ำท่วมขัง ดินโคลน หรือพื้นที่ชื้นแฉะที่อาจปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์ที่มีเชื้อ
โรคฉี่หนูคืออะไร?
โรคฉี่หนู หรือ Leptospirosis เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียในสกุล Leptospira ซึ่งสามารถพบเชื้อได้ในสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู รวมถึงสุนัข สุกร โค กระบือ และสัตว์อื่น ๆ
สัตว์ที่ติดเชื้ออาจมีเชื้ออยู่ในไตและขับเชื้อออกมากับปัสสาวะ เมื่อปัสสาวะปนเปื้อนลงในน้ำ ดิน โคลน หรือพื้นที่ชื้น เชื้อสามารถแพร่เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ โดยการติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก
เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร?
เชื้อ Leptospira สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่าน
-
บาดแผล รอยถลอก หรือรอยขีดข่วนบนผิวหนัง
-
ผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานาน
-
เยื่อบุตา จมูก และปาก
-
การสัมผัสน้ำ ดิน หรือโคลนที่ปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์โดยตรง
ดังนั้น การเดินลุยน้ำท่วม ย่ำโคลน ทำความสะอาดพื้นที่หลังน้ำลด หรือทำงานในพื้นที่เปียกชื้นโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน จึงเป็นปัจจัยที่เพิ่มโอกาสสัมผัสเชื้อ
อาการที่ควรสังเกต
ระยะฟักตัวของโรคอาจอยู่ในช่วงประมาณ 2–30 วัน หลังได้รับเชื้อ โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่ามักพบอาการหลังสัมผัสเชื้อประมาณ 7–10 วัน อาการในระยะแรกอาจคล้ายไข้หวัดหรือโรคติดเชื้อทั่วไป ทำให้บางคนอาจไม่ทันสังเกต
อาการสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่
-
ไข้สูงหรือมีไข้เฉียบพลัน
-
ปวดศีรษะ
-
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณ น่อง โคนขา หรือหลัง
-
หนาวสั่น อ่อนเพลีย
-
คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย
-
ตาแดง
-
เบื่ออาหาร หรือรู้สึกไม่สบายตัวอย่างชัดเจน
กรมควบคุมโรคเน้นย้ำว่า หากมี ไข้สูง ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะหลังจากลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือสัมผัสน้ำท่วมขัง ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำหรือดินโคลนให้แพทย์ทราบ
โรคฉี่หนูรุนแรงได้หรือไม่?
ผู้ติดเชื้อบางรายอาจมีอาการไม่รุนแรง แต่ในบางกรณีเชื้อสามารถส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ไต หัวใจ หรือปอด และอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
อาการที่ควรรีบไปโรงพยาบาล ได้แก่ มีไข้สูงร่วมกับอาการอ่อนเพลียมาก ตัวเหลืองหรือตาเหลือง ปัสสาวะผิดปกติ หายใจลำบาก มีอาการซึม หรืออาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว
การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญ เนื่องจากโรคฉี่หนูสามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะตามการวินิจฉัยของแพทย์ และการเริ่มรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
7 วิธีป้องกันโรคฉี่หนูในช่วงน้ำท่วม
1. หลีกเลี่ยงการลุยน้ำหรือย่ำโคลนโดยไม่จำเป็น
โดยเฉพาะบริเวณน้ำท่วมขัง พื้นที่ชื้นแฉะ ท่อระบายน้ำ หรือพื้นที่ที่อาจมีปัสสาวะของสัตว์ปนเปื้อน
2. หากจำเป็นต้องลุยน้ำ ควรสวมอุปกรณ์ป้องกัน
ควรสวมรองเท้าบูต ถุงมือ หรืออุปกรณ์ที่ช่วยลดการสัมผัสน้ำและดินโดยตรง
3. ปิดบาดแผลให้มิดชิด
หากมีแผล รอยถลอก หรือรอยขีดข่วน ควรปิดด้วยวัสดุกันน้ำก่อนสัมผัสน้ำหรือดินโคลน
4. หลังสัมผัสน้ำท่วมควรรีบชำระร่างกาย
ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ รวมทั้งอาบน้ำและทำความสะอาดบริเวณที่สัมผัสน้ำหรือโคลนโดยเร็ว
5. หากมีบาดแผลหลังลุยน้ำ ให้ทำความสะอาดทันที
ล้างแผลให้สะอาดและสังเกตอาการผิดปกติ หากแผลมีอาการผิดปกติหรือมีไข้ร่วมด้วยควรพบแพทย์
6. ดูแลบ้านและสิ่งแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของหนู
จัดเก็บอาหารและขยะให้มิดชิด ทำความสะอาดบริเวณบ้าน และลดแหล่งอาหารหรือที่อยู่อาศัยของสัตว์พาหะ
7. เฝ้าระวังอาการหลังสัมผัสน้ำหรือโคลน
หากมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หรือตาแดงภายหลังสัมผัสพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ ไม่ควรรอดูอาการเป็นเวลานาน
ใครบ้างที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ?
ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสน้ำ ดิน หรือโคลนเป็นประจำควรเพิ่มความระมัดระวัง เช่น
-
ผู้ที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่น้ำท่วมขัง
-
ผู้ที่ทำความสะอาดบ้าน อาคาร หรือพื้นที่หลังน้ำลด
-
เกษตรกรและผู้ที่ทำงานในพื้นที่ชื้นแฉะ
-
เจ้าหน้าที่กู้ภัยหรือผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่น้ำท่วม
-
ผู้ที่มีบาดแผลและจำเป็นต้องสัมผัสน้ำหรือโคลน
จำง่าย ๆ “ลุยน้ำ + มีไข้ + ปวดน่อง = รีบพบแพทย์”
หากในช่วงที่ผ่านมาเคย ลุยน้ำท่วม ย่ำโคลน หรือสัมผัสพื้นที่ชื้นแฉะ แล้วเกิดอาการ ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย โดยเฉพาะปวดบริเวณน่องหรือโคนขา ควรแจ้งประวัติดังกล่าวให้แพทย์ทราบอย่างชัดเจน เพราะข้อมูลเรื่องการสัมผัสพื้นที่เสี่ยงมีส่วนช่วยในการพิจารณาวินิจฉัยโรค
อย่ารอให้อาการรุนแรง และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การประเมินและคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
รู้ทัน ป้องกัน ลดความเสี่ยง
โรคฉี่หนูเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ สิ่งสำคัญคือ ลดการสัมผัสน้ำและดินที่อาจปนเปื้อน ป้องกันบาดแผล ทำความสะอาดร่างกายหลังสัมผัสพื้นที่เสี่ยง และสังเกตอาการของตนเอง
โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนหรือสถานการณ์น้ำท่วม การดูแลตนเองอย่างถูกวิธีจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
ด้วยความห่วงใย
คณะการแพทย์บูรณาการ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
สอบถามข้อมูลโรคและภัยสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่
สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
แหล่งข้อมูล: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และองค์การอนามัยโลก (WHO)






