การยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน
สู่การสร้างมูลค่าและรายได้
การจัดการความรู้จากประสบการณ์จริงของผู้ปฏิบัติงาน สู่แนวปฏิบัติที่ดีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน ตั้งแต่การเข้าใจตลาดและศักยภาพพื้นที่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การยกระดับมาตรฐาน การวางแผนการตลาด ไปจนถึงการติดตามผลลัพธ์และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
บทนำ
ชุมชนมีทรัพยากรสมุนไพรและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลาย แต่การพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ ปลอดภัย มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และแข่งขันในตลาดได้ จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้หลายมิติ ทั้งมาตรฐานการผลิต การควบคุมคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ และการตลาด
ทุนชุมชนมีอยู่จริง
ทรัพยากรสมุนไพร ภูมิปัญญา และความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ เป็นฐานสำคัญของการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์
ช่องว่างด้านองค์ความรู้
ชุมชนยังต้องการความรู้ด้านการผลิต การควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ และการตลาด เพื่อให้ต่อยอดได้จริง
เป้าหมายคือ “คุณค่าและรายได้”
การบริการวิชาการจึงไม่ได้หยุดเพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ต้องติดตามว่าความรู้ถูกนำไปใช้ สร้างมูลค่า และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้จริง
ที่มา เป้าหมาย และความเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์
การดำเนินงานถูกออกแบบให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านบริการวิชาการ โดยมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดได้ และนำไปสู่การสร้างมูลค่าจากฐานทรัพยากร วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของชุมชน
การบริการวิชาการและเพิ่มคุณค่าด้านศิลปวัฒนธรรมด้วยนวัตกรรม
มุ่งให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการในชุมชน/พื้นที่/หน่วยงานได้รับการยกระดับมาตรฐาน สามารถสร้างรายได้หรือมูลค่าเพิ่มจากงานบริการวิชาการ หรือจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น
พัฒนาเป็น Best Practice ที่นำไปประยุกต์ใช้กับโครงการบริการวิชาการได้
ติดตามการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้จนเกิดผลิตภัณฑ์หรือผลลัพธ์จริง
ใช้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของการบริการวิชาการ
ที่มาของปัญหา
จากประสบการณ์การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ผ่านมา พบว่าบางชุมชนยังไม่นำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ต่อ หรือยังไม่สามารถต่อยอดจนเกิดรายได้ จึงต้องทบทวน “วิธีทำงาน” ไม่ใช่เพียง “เนื้อหาที่ถ่ายทอด”
วัตถุประสงค์ของการจัดการความรู้
รวบรวมและสังเคราะห์องค์ความรู้ ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าและรายได้ และพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับงานบริการวิชาการที่สามารถนำไปใช้จริงและขยายผลได้
กระบวนการจัดการความรู้
กระบวนการ KM เชื่อมตั้งแต่การค้นหาปัญหาจริง การแสวงหาความรู้จากผู้มีประสบการณ์ การสังเคราะห์เป็นแก่นความรู้ การถ่ายทอด และการติดตามผลจากการนำไปใช้
การบ่งชี้ความรู้
สำรวจปัญหาจากการทำงานบริการวิชาการที่ผ่านมา กำหนดประเด็น KM ให้เชื่อมโยงวิสัยทัศน์ พันธกิจ และ KR 3.2 ของคณะ
การสร้างและแสวงหาความรู้
แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากอาจารย์ภายในคณะ ถอดบทเรียนโครงการที่ประสบความสำเร็จ และเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญภายนอกคณะ
การจัดระบบและสังเคราะห์ความรู้
ประมวลประเด็นร่วมจากเวทีเรียนรู้ สกัดปัจจัยแห่งความสำเร็จ และจัดทำเป็นแนวปฏิบัติที่สามารถใช้วางแผนโครงการได้
การแลกเปลี่ยน ถ่ายทอด และเผยแพร่
เผยแพร่ผ่านการประชุมฝ่ายบริการวิชาการ การประชุมวิชาการของคณะ และเวที KM ระดับมหาวิทยาลัย เพื่อให้บุคลากรเข้าถึงและนำไปใช้ได้ง่าย
การนำไปใช้และติดตามผล
ติดตามการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้กับชุมชนและโครงการใหม่ วัดผลด้านผลิตภัณฑ์ รายได้ กำไร SROI และการขยายผลสู่อาจารย์รายใหม่
3 เวทีสำคัญของการสร้างและแสวงหาความรู้
ความรู้ถูกพัฒนาจากหลายมุมมอง ตั้งแต่ประสบการณ์สำรวจพื้นที่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายในคณะ ไปจนถึงบทเรียนจากผู้ประสบความสำเร็จต่างคณะ
สำรวจพื้นที่และพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน
ผู้แลกเปลี่ยน: อ.นิธิพันธ์ บุญเพิ่ม, ผศ.ดร.สุริยา ชัยวงค์ และ ผศ.กัญญ์ธศยา อัครศิริฐรัตนา
- สำรวจศักยภาพชุมชน
- พัฒนาผลิตภัณฑ์
- ยกระดับมาตรฐาน
- การตลาดและติดตามผล
- ทบทวน/ปรับปรุง
ถอดบทเรียนโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่น
ผู้แลกเปลี่ยน: รศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์, ผศ.นรินทร์ทร พันธ์สวัสดิ์ และ อ.รสริน ทักษิณ
- เริ่มจากความต้องการและศักยภาพของชุมชน
- คัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อม
- สร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์
- ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก
- วัดการนำความรู้ไปใช้จริง
เรียนรู้จากกิจกรรมบริการวิชาการที่ประสบความสำเร็จ
ผู้แลกเปลี่ยน: รศ.ดร.อรวัลภ์ อุปถัมภานนท์ และ ดร.พีระพงศ์ งามนิคม
- ใช้ตลาดและผู้บริโภคกำหนดทิศทาง
- ใช้ทรัพยากรชุมชนเพื่อลดต้นทุน
- ทำงานแบบมีส่วนร่วม
- บูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และมาตรฐาน
- จัดระบบโครงการและหลักฐาน
- สร้างความยั่งยืนให้ผู้ประกอบการพึ่งตนเองได้
แก่นความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยน: “เริ่มจากชุมชน ไม่ใช่เริ่มจากเทคโนโลยี”
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่นำไปใช้จริงควรเริ่มจากความต้องการของตลาดและศักยภาพของชุมชน จากนั้นจึงเลือกองค์ความรู้ เทคโนโลยี หรือผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมมาสนับสนุน เพื่อให้ชุมชนสามารถรับช่วงและต่อยอดได้ด้วยตนเอง
บทบาทของมหาวิทยาลัย: จาก “ผู้ถ่ายทอด” สู่ “Facilitator และ Partner”
การทำงานเน้นการฟัง การให้คำปรึกษา การสร้างความไว้วางใจ และเชื่อมเครือข่ายที่จำเป็น มากกว่าการกำหนดคำตอบให้ชุมชนจากฝ่ายมหาวิทยาลัยเพียงฝ่ายเดียว
แนวปฏิบัติที่ดี: วงจรยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน
แก่นความรู้จากทั้ง 3 เวทีถูกสังเคราะห์เป็นวงจรการทำงานที่เริ่มและจบด้วย “ตลาดและความต้องการของผู้บริโภค” เพื่อให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์การใช้จริงและยั่งยืน
Best Practice
4 ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ต้องเกิดตลอดทั้งวงจร
ผลลัพธ์จากการนำองค์ความรู้ไปใช้จริง
การติดตามผลไม่ได้วัดเพียงจำนวนกิจกรรม แต่ติดตามถึงการเกิดผลิตภัณฑ์ รายได้ กำไร และผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ในชุมชนที่นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้
* ตัวเลขรวมคำนวณจากผลลัพธ์ของ 2 ชุมชนที่รายงานในชุดข้อมูล KM
จากองค์ความรู้ สู่การขยายผลภายในคณะ
KM ไม่ได้สร้างผลลัพธ์เฉพาะกับชุมชน แต่ยังพัฒนาศักยภาพอาจารย์ให้สามารถออกแบบและขับเคลื่อน โครงการบริการวิชาการที่มุ่งผลลัพธ์ได้มากขึ้น
รวบรวมเป็น “แก่นความรู้”
ระดมสมองและแลกเปลี่ยนจากประสบการณ์จริง สกัดองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับการใช้งาน และปรับปรุงจนเป็นชุดความรู้ที่เชื่อมโยงและนำไปใช้ได้ชัดเจนขึ้น
อาจารย์รายใหม่เริ่มนำไปใช้
มีอาจารย์ที่ไม่เคยเป็นผู้รับผิดชอบโครงการบริการวิชาการนำแนวปฏิบัติและองค์ความรู้ไปปรับใช้ และยื่นของบประมาณประจำปี 2571 จำนวน 5 ราย
การเผยแพร่ภายใน
แบ่งปันองค์ความรู้ผ่านการประชุมฝ่ายบริการวิชาการ การประชุมวิชาการของคณะ และช่องทางที่บุคลากรสามารถนำไปใช้อ้างอิงในการวางแผนโครงการ
การแลกเปลี่ยนระดับมหาวิทยาลัย
นำเสนอการจัดการความรู้ด้านบริการวิชาการในเวทีระดับมหาวิทยาลัย และเข้าร่วมกิจกรรมประกวด KM ด้านบริการวิชาการ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569
สรุปผลการจัดการความรู้
การยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนให้เกิดคุณค่าอย่างยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากการเลือกเทคโนโลยีที่มหาวิทยาลัยต้องการถ่ายทอด แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจ ตลาด ความต้องการของผู้บริโภค และศักยภาพของชุมชน แล้วจึงทำงานร่วมกันอย่างมีส่วนร่วม ใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และมาตรฐานเข้ามาสนับสนุน พร้อมติดตามผลลัพธ์หลังการถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง
ผลที่เกิดขึ้นสะท้อนทั้งการนำความรู้ไปใช้จริงใน 2 ชุมชน การสร้างรายได้และกำไร การเกิด Best Practice ที่ชัดเจน และการขยายองค์ความรู้สู่อาจารย์รายใหม่ ซึ่งทำให้ KM เป็นกลไกในการพัฒนางานบริการวิชาการจาก “กิจกรรม” ไปสู่ “ผลลัพธ์และผลกระทบ”


