Knowledge Management • บริการวิชาการ

การยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน
สู่การสร้างมูลค่าและรายได้

การจัดการความรู้จากประสบการณ์จริงของผู้ปฏิบัติงาน สู่แนวปฏิบัติที่ดีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน ตั้งแต่การเข้าใจตลาดและศักยภาพพื้นที่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การยกระดับมาตรฐาน การวางแผนการตลาด ไปจนถึงการติดตามผลลัพธ์และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

Academic Service Community Health Product Best Practice SROI KM
01 • Introduction

บทนำ

ชุมชนมีทรัพยากรสมุนไพรและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลาย แต่การพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ ปลอดภัย มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และแข่งขันในตลาดได้ จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้หลายมิติ ทั้งมาตรฐานการผลิต การควบคุมคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ และการตลาด

ทุนชุมชนมีอยู่จริง

ทรัพยากรสมุนไพร ภูมิปัญญา และความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ เป็นฐานสำคัญของการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์

ช่องว่างด้านองค์ความรู้

ชุมชนยังต้องการความรู้ด้านการผลิต การควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ และการตลาด เพื่อให้ต่อยอดได้จริง

เป้าหมายคือ “คุณค่าและรายได้”

การบริการวิชาการจึงไม่ได้หยุดเพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ต้องติดตามว่าความรู้ถูกนำไปใช้ สร้างมูลค่า และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้จริง

สาระสำคัญของ KM ครั้งนี้: เปลี่ยนจากการ “ถ่ายทอดสิ่งที่มหาวิทยาลัยมี” ไปสู่การ “เริ่มจากตลาดและความต้องการจริงของชุมชน” แล้วจึงออกแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับศักยภาพและบริบทของผู้ประกอบการ
02 • Strategic Alignment

ที่มา เป้าหมาย และความเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์

การดำเนินงานถูกออกแบบให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านบริการวิชาการ โดยมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดได้ และนำไปสู่การสร้างมูลค่าจากฐานทรัพยากร วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของชุมชน

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 • KR 3.2

การบริการวิชาการและเพิ่มคุณค่าด้านศิลปวัฒนธรรมด้วยนวัตกรรม

มุ่งให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการในชุมชน/พื้นที่/หน่วยงานได้รับการยกระดับมาตรฐาน สามารถสร้างรายได้หรือมูลค่าเพิ่มจากงานบริการวิชาการ หรือจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

≥ 1แนวปฏิบัติที่ดี

พัฒนาเป็น Best Practice ที่นำไปประยุกต์ใช้กับโครงการบริการวิชาการได้

≥ 2ชุมชนนำองค์ความรู้ไปใช้

ติดตามการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้จนเกิดผลิตภัณฑ์หรือผลลัพธ์จริง

≥ 10%เป้าหมายรายได้เพิ่มขึ้น

ใช้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของการบริการวิชาการ

ที่มาของปัญหา

จากประสบการณ์การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ผ่านมา พบว่าบางชุมชนยังไม่นำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ต่อ หรือยังไม่สามารถต่อยอดจนเกิดรายได้ จึงต้องทบทวน “วิธีทำงาน” ไม่ใช่เพียง “เนื้อหาที่ถ่ายทอด”

วัตถุประสงค์ของการจัดการความรู้

รวบรวมและสังเคราะห์องค์ความรู้ ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าและรายได้ และพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับงานบริการวิชาการที่สามารถนำไปใช้จริงและขยายผลได้

03 • KM Process

กระบวนการจัดการความรู้

กระบวนการ KM เชื่อมตั้งแต่การค้นหาปัญหาจริง การแสวงหาความรู้จากผู้มีประสบการณ์ การสังเคราะห์เป็นแก่นความรู้ การถ่ายทอด และการติดตามผลจากการนำไปใช้

1

การบ่งชี้ความรู้

สำรวจปัญหาจากการทำงานบริการวิชาการที่ผ่านมา กำหนดประเด็น KM ให้เชื่อมโยงวิสัยทัศน์ พันธกิจ และ KR 3.2 ของคณะ

2

การสร้างและแสวงหาความรู้

แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากอาจารย์ภายในคณะ ถอดบทเรียนโครงการที่ประสบความสำเร็จ และเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญภายนอกคณะ

3

การจัดระบบและสังเคราะห์ความรู้

ประมวลประเด็นร่วมจากเวทีเรียนรู้ สกัดปัจจัยแห่งความสำเร็จ และจัดทำเป็นแนวปฏิบัติที่สามารถใช้วางแผนโครงการได้

4

การแลกเปลี่ยน ถ่ายทอด และเผยแพร่

เผยแพร่ผ่านการประชุมฝ่ายบริการวิชาการ การประชุมวิชาการของคณะ และเวที KM ระดับมหาวิทยาลัย เพื่อให้บุคลากรเข้าถึงและนำไปใช้ได้ง่าย

5

การนำไปใช้และติดตามผล

ติดตามการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้กับชุมชนและโครงการใหม่ วัดผลด้านผลิตภัณฑ์ รายได้ กำไร SROI และการขยายผลสู่อาจารย์รายใหม่

04 • Knowledge Creation & Acquisition

3 เวทีสำคัญของการสร้างและแสวงหาความรู้

ความรู้ถูกพัฒนาจากหลายมุมมอง ตั้งแต่ประสบการณ์สำรวจพื้นที่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายในคณะ ไปจนถึงบทเรียนจากผู้ประสบความสำเร็จต่างคณะ

01
12 กุมภาพันธ์ 2569

สำรวจพื้นที่และพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน

ผู้แลกเปลี่ยน: อ.นิธิพันธ์ บุญเพิ่ม, ผศ.ดร.สุริยา ชัยวงค์ และ ผศ.กัญญ์ธศยา อัครศิริฐรัตนา

  • สำรวจศักยภาพชุมชน
  • พัฒนาผลิตภัณฑ์
  • ยกระดับมาตรฐาน
  • การตลาดและติดตามผล
  • ทบทวน/ปรับปรุง
02
2 เมษายน 2569

ถอดบทเรียนโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่น

ผู้แลกเปลี่ยน: รศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์, ผศ.นรินทร์ทร พันธ์สวัสดิ์ และ อ.รสริน ทักษิณ

  • เริ่มจากความต้องการและศักยภาพของชุมชน
  • คัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อม
  • สร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์
  • ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก
  • วัดการนำความรู้ไปใช้จริง
03
24 เมษายน 2569 • Online

เรียนรู้จากกิจกรรมบริการวิชาการที่ประสบความสำเร็จ

ผู้แลกเปลี่ยน: รศ.ดร.อรวัลภ์ อุปถัมภานนท์ และ ดร.พีระพงศ์ งามนิคม

  • ใช้ตลาดและผู้บริโภคกำหนดทิศทาง
  • ใช้ทรัพยากรชุมชนเพื่อลดต้นทุน
  • ทำงานแบบมีส่วนร่วม
  • บูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และมาตรฐาน
  • จัดระบบโครงการและหลักฐาน
  • สร้างความยั่งยืนให้ผู้ประกอบการพึ่งตนเองได้
แก่นความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยน: “เริ่มจากชุมชน ไม่ใช่เริ่มจากเทคโนโลยี”

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่นำไปใช้จริงควรเริ่มจากความต้องการของตลาดและศักยภาพของชุมชน จากนั้นจึงเลือกองค์ความรู้ เทคโนโลยี หรือผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมมาสนับสนุน เพื่อให้ชุมชนสามารถรับช่วงและต่อยอดได้ด้วยตนเอง

บทบาทของมหาวิทยาลัย: จาก “ผู้ถ่ายทอด” สู่ “Facilitator และ Partner”

การทำงานเน้นการฟัง การให้คำปรึกษา การสร้างความไว้วางใจ และเชื่อมเครือข่ายที่จำเป็น มากกว่าการกำหนดคำตอบให้ชุมชนจากฝ่ายมหาวิทยาลัยเพียงฝ่ายเดียว

05 • Best Practice

แนวปฏิบัติที่ดี: วงจรยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน

แก่นความรู้จากทั้ง 3 เวทีถูกสังเคราะห์เป็นวงจรการทำงานที่เริ่มและจบด้วย “ตลาดและความต้องการของผู้บริโภค” เพื่อให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์การใช้จริงและยั่งยืน

Community Health Product
Best Practice
1ตลาดและความต้องการของผู้บริโภค
2สำรวจศักยภาพและความพร้อมของชุมชน
3พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับชุมชน
4ยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน
5วางแผนการตลาดร่วมกับชุมชน
6ติดตามผล ทบทวน และปรับปรุง
Critical Success Factors

4 ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ต้องเกิดตลอดทั้งวงจร

01
การสื่อสารที่ชัดเจนทำความเข้าใจความต้องการของชุมชนและมหาวิทยาลัยร่วมกัน โดยมุ่งผลลัพธ์ที่เกิดกับชุมชนจริง
02
การทำงานอย่างมีส่วนร่วมเป็นผู้ฟังที่ดี ทำหน้าที่ที่ปรึกษา และร่วมออกแบบกิจกรรมที่เหมาะกับบริบทของชุมชน
03
การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือเชื่อมมหาวิทยาลัย ชุมชน ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานภายนอก เพื่อเติมช่องว่างที่จำเป็นต่อการพัฒนา
04
ความไว้วางใจและความสัมพันธ์ระยะยาวติดตาม ถามไถ่ และทำงานต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความร่วมมือและการพัฒนาที่ไม่จบพร้อมโครงการ
06 • Outcomes & Impact

ผลลัพธ์จากการนำองค์ความรู้ไปใช้จริง

การติดตามผลไม่ได้วัดเพียงจำนวนกิจกรรม แต่ติดตามถึงการเกิดผลิตภัณฑ์ รายได้ กำไร และผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ในชุมชนที่นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้

2ชุมชนที่นำองค์ความรู้ไปใช้
250ชิ้น • ผลิตภัณฑ์รวม
41,350บาท • รายได้จากการจำหน่ายรวม
29,124.51บาท • กำไรรวมที่รายงาน

* ตัวเลขรวมคำนวณจากผลลัพธ์ของ 2 ชุมชนที่รายงานในชุดข้อมูล KM

วิสาหกิจชุมชนบ้านสมุนไพรและของดีบางแขยง
ผลิตภัณฑ์: ครีมสครับข้าวหอมมะลิ • 150 ชิ้น • 209 บาท/ชิ้น
ยอดจำหน่าย31,350บาท
กำไร22,574.76บาท
SROI3.57เท่า
วิสาหกิจชุมชนปานนิมิตรแชมพูสมุนไพรไทย
ผลิตภัณฑ์: เซรั่มบำรุงผม • 100 ชิ้น • 100 บาท/ชิ้น
ยอดจำหน่าย10,000บาท
กำไร6,549.75บาท
SROI2.90เท่า
ข้อควรอ่านผล: ชุดข้อมูลระบุเป้าหมาย “ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 10” และรายงานรายได้จากการจำหน่ายจริงของ 2 ชุมชน แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลฐานก่อนดำเนินงานสำหรับคำนวณอัตราการเพิ่มขึ้น จึงควรแสดงรายได้จริงแยกจากเป้าหมายร้อยละ 10 เพื่อให้การรายงานผลมีความแม่นยำและตรวจสอบได้
07 • Knowledge Adoption & Deployment

จากองค์ความรู้ สู่การขยายผลภายในคณะ

KM ไม่ได้สร้างผลลัพธ์เฉพาะกับชุมชน แต่ยังพัฒนาศักยภาพอาจารย์ให้สามารถออกแบบและขับเคลื่อน โครงการบริการวิชาการที่มุ่งผลลัพธ์ได้มากขึ้น

Knowledge Capture

รวบรวมเป็น “แก่นความรู้”

ระดมสมองและแลกเปลี่ยนจากประสบการณ์จริง สกัดองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับการใช้งาน และปรับปรุงจนเป็นชุดความรู้ที่เชื่อมโยงและนำไปใช้ได้ชัดเจนขึ้น

Deployment

อาจารย์รายใหม่เริ่มนำไปใช้

มีอาจารย์ที่ไม่เคยเป็นผู้รับผิดชอบโครงการบริการวิชาการนำแนวปฏิบัติและองค์ความรู้ไปปรับใช้ และยื่นของบประมาณประจำปี 2571 จำนวน 5 ราย

การเผยแพร่ภายใน

แบ่งปันองค์ความรู้ผ่านการประชุมฝ่ายบริการวิชาการ การประชุมวิชาการของคณะ และช่องทางที่บุคลากรสามารถนำไปใช้อ้างอิงในการวางแผนโครงการ

การแลกเปลี่ยนระดับมหาวิทยาลัย

นำเสนอการจัดการความรู้ด้านบริการวิชาการในเวทีระดับมหาวิทยาลัย และเข้าร่วมกิจกรรมประกวด KM ด้านบริการวิชาการ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569

08 • Key Takeaway

สรุปผลการจัดการความรู้

การยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนให้เกิดคุณค่าอย่างยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากการเลือกเทคโนโลยีที่มหาวิทยาลัยต้องการถ่ายทอด แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจ ตลาด ความต้องการของผู้บริโภค และศักยภาพของชุมชน แล้วจึงทำงานร่วมกันอย่างมีส่วนร่วม ใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และมาตรฐานเข้ามาสนับสนุน พร้อมติดตามผลลัพธ์หลังการถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง

ผลที่เกิดขึ้นสะท้อนทั้งการนำความรู้ไปใช้จริงใน 2 ชุมชน การสร้างรายได้และกำไร การเกิด Best Practice ที่ชัดเจน และการขยายองค์ความรู้สู่อาจารย์รายใหม่ ซึ่งทำให้ KM เป็นกลไกในการพัฒนางานบริการวิชาการจาก “กิจกรรม” ไปสู่ “ผลลัพธ์และผลกระทบ”